­

About Rungsiya Thurahan

This author has not yet filled in any details.
So far Rungsiya Thurahan has created 39 blog entries.

“ป้ายแดงปลอม” สังเกตอย่างไร ถ้าใช้แล้วจะผิดขนาดไหน

“ป้ายแดงปลอม” สังเกตอย่างไร ถ้าใช้แล้วจะผิดขนาดไหน เมื่อได้ออกรถป้ายแดงจากโชว์รูมไม่ว่าใครก็เป็นอันต้องเห่อด้วยกันทั้งนั้น เพราะว่าเรากำลังจะได้สัมผัสกับรถยนต์ รถป้ายแดงคันใหม่ไร้มลทิน กระจกทุกบานใสแจ๋ว เบาะหนังชุดใหม่เงางาม พร้อมบรรยากาศภายในที่แสนจะหอมกรุ่นชวนฟินเป็นที่สุด และจะเข้าสู่อีกระดับของความฟินเมื่อเราเริ่มขับ จะสัมผัสได้ถึงความโดดเด่นด้วย “ป้ายทะเบียนสีแดง” ที่จะดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน โดยเฉพาะสายตาของพี่ๆ ตำรวจ เพราะว่าตอนนี้กำลังมีการระบาดของ “ป้ายแดงปลอม” ทำไมจึงมีคนใช้ ป้ายทะเบียนแดงปลอม? เมื่อซื้อรถคันใหม่จากโชว์รูมเราจะได้รับป้ายทะเบียนแดงชั่วคราว เพื่อใช้ระหว่างรอขั้นตอนการจดขึ้นทะเบียน(เพื่อจะได้ป้ายขาว) โดยทางเซลล์หรือโชว์รูมจะเป็นฝ่ายทำเรื่อง ขอป้ายทะเบียนแดงจากกรมการขนส่งในพื้นที่นั้นๆ แต่การขอป้ายทะเบียนแดงก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนและราคาที่ค่อนข้างสูง เซลล์แต่ละคนจึงมีป้ายแดงอย่างจำกัด แต่สวนทางกับยอดขายรถที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วจะทำอย่างไรหากป้ายแดงมีไม่พอ? เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ การใช้ “ป้ายแดงปลอม” จึงเกิดขึ้น โดยมีผู้ใช้อยู่ 2 กลุ่มหลัก เลือกใช้ป้ายแดงปลอมด้วยตัวเอง อาจด้วยเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้เจ้าของรถเลือกที่จะใช้ป้ายแดงปลอม ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้รถโดยที่ไม่สามารถรอป้ายแดงจริงได้ หรือความเชื่อเรื่องเลขทะเบียนนำโชคจึงต้องใช้ป้ายที่เป็นเลขนี้ๆเท่านั้น โดนหลอกให้ใช้ป้ายแดงปลอม บางคนไม่ได้เต็มใจใช้ป้ายแดงปลอมเสมอไป แต่พวกเขาอาจถูกเซลล์ผู้คลั่งยอดขายหลอกให้ป้ายแดงปลอมมาใช้ เพื่อแลกกับการที่ขายรถใหม่ออกไปได้นั่นเอง เล่มคุมป้ายแดง เพื่อไม่ให้ตกเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่โดนหลอกให้ใช้รถป้ายแดงปลอม เรามาเรียนรู้วิธีการสังเกตป้ายแดงปลอมกันไว้สักหน่อยดีกว่า การสังเกต ป้ายทะเบียนแดงปลอม ตรา ขส.ป้ายทะเบียนของแท้ ต้องมีตรา ขส.(ย่อมาจาก ขนส่ง) ติดอยู่ที่มุมล่างขวา พร้อมกับสมุดคุมป้ายแดงที่ช่วยยืนยันว่า

By |พฤศจิกายน 17th, 2017|Categories: สาระน่ารู้|Tags: , |ปิดความเห็น บน “ป้ายแดงปลอม” สังเกตอย่างไร ถ้าใช้แล้วจะผิดขนาดไหน

วิธีการง่ายๆ ที่ช่วยให้การขับรถประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

วิธีการง่ายๆ ที่ช่วยให้การขับรถประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น เมื่อเราตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันไว้ใช้งาน ขับรถประหยัดน้ำมันเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องหนักใจคงหนีไม่พ้นเรื่องของค่าใช้จ่ายอีกมากมายที่จะตามมา โดยเฉพาะเรื่องของ “ค่าน้ำมันที่สุดแสนจะแพงและคาดเดาได้ยาก” บรรดาคนใช้รถหลายคนจึงเสาะหาวิธีการขับรถประหยัดน้ำมันแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดแก๊สรถยนต์ การหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด หรือรถประหยัดพลังงานรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณประหยัดค่าน้ำมันลงได้ ขับรถอย่างนิ่มนวล การขับขี่ที่ร้อนแรงแบบหนังแอคชั่น ที่มักออกตัวพุ่งแรง ต้องแซงทางโค้ง เบรกตัวโก่งเสียงดัง พอเถอะเพราะนอกจากจะทำให้คุณสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อีกด้วย ต้องควบคุมความเร็ว การขับรถด้วยความเร็วต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างหนักของเครื่องยนต์ รวมถึงอัตราการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้น หากคุณทำการลดความเร็วจาก 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ให้เหลือ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาจช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงการใช้ความเร็วคงที่ก็ช่วยให้การขับรถประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน ไม่ติดเครื่องทิ้งไว้ การติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานาน โดยที่ไม่มีการใช้งาน ถือเป็นการปล่อยไอเสีย และสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ เมื่อถึงคราวที่ต้องนั่งอยู่ในรถเป็นเวลานาน ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเปิดหน้าต่างพร้อมเปิดเพลงฟัง ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย ไม่บรรทุกของหนักเกินไป การลดจำนวนของไม่จำเป็นที่เก็บไว้ในท้ายรถหรือเบาะหลัง หรือการสั่งคุณภรรยาคนสวยให้ลดน้ำหนัก ก็ถือเป็นการช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อรถมีน้ำหนักเบาขึ้นเท่าไหร่ เครื่องยนต์ก็จะแบกรับภาระน้อยลงไปเท่านั้นแบกสัมภาระบนรถ หลีกเลี่ยงการต้านลม การติดกล่องขนาดใหญ่หรือการขนสัมภาระมากมายไว้นอกตัวรถ จะเป็นการเพิ่มจุดต้านลมให้มากขึ้น ส่งผลให้รถวิ่งได้ช้าลงและทำให้เปลืองน้ำมันยิ่งขึ้นอีกด้วย หากจำเป็นต้องขนสัมภาระจริงๆ ควรเลือกเก็บไว้ในตัวรถหรือติดไว้ที่ท้ายรถแทนจะดีกว่า ใช้ลมยางให้เหมาะสม เราควรเลือกใช้ลมยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ควรให้แข็งเกินไปหรือนิ่มเกินไป

By |พฤศจิกายน 7th, 2017|Categories: การดูแลรถยนต์|Tags: , |ปิดความเห็น บน วิธีการง่ายๆ ที่ช่วยให้การขับรถประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน ที่ในรถยนต์ปัจจุบันควรมี

ระบบความปลอดภัยพื้นฐานในรถยนต์ปัจจุบันควรมี ข่าวสารในแวดวงเทคโนโลยี มักมีเรื่องให้เราตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะนวัตกรรมยานยนต์สุดเจ๋ง ที่เรามักพบเห็นได้ในรถรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมยานยนต์ทำให้รถเร็วแรงขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น รวมถึงนวัตกรรมความปลอดภัยที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็อย่างว่า รถรุ่นใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดยิ่งใหญ่ มักมาพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ยิ่ง อยากจับจองเป็นเจ้าของเสียทุกคันก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ หรือจะให้วิ่งตามนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งหมด ก็คงไม่ไหว อย่างน้อยเรามาความเข้าใจ เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่รถยนต์ควรมีติดไว้ก็น่าจะเพียงพอ เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อรถคู่ใจคันใหม่ จะได้มีเกณฑ์การตัดสินใจสักหน่อย ว่าควรมีระบบความปลอดภัยพื้นฐานแบบไหนบ้าง กล้องและระบบเซ็นเซอร์ด้านหลัง ยังจำการถอยรถในยุคที่ยังไม่มีกล้องมองหลังกันได้ไหม? เวลาจะถอยจอดเข้าซองสักที เรียกได้ว่าคอบิดคอเบี้ยวกันเลยทีเดียว ยิ่งบางครั้งโชคร้ายไปชนอะไรที่ไม่เห็นขึ้นมา  ถ้าไม่ได้ทำประกันชั้นหนึ่งก็ซวยไปจ้า! การมาของระบบเซ็นเซอร์และกล้องมองหลัง จะช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี  แถมยังมีประโยชน์ในด้านความปลอดภัยอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รถรุ่นใหม่ๆ จำเป็นต้องมีระบบนี้ติดไว้เสมอ ระบบตรวจเช็กลมยางอัตโนมัติ ลมยางอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่คุณรู้ไหมว่ามันส่งผลต่อสิ่งต่างๆ มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นสภาพของรถยนต์ อายุการใช้งานของยาง ความประหยัดน้ำมัน แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ได้อีกด้วยเรื่องของลมยางไม่ได้เล็กอย่างที่คิดเลย! แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยการตรวจเช็กและเติมลมยางอย่างสม่ำเสมอ การติดตั้งระบบตรวจเช็กลมยางอัตโนมัติ  จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียว ไฟหน้าและที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระบบเปิดไฟหน้าและสั่งการที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ  อาจดูไม่ใช่สิ่งที่ชวนตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ แต่หากลองคิดดูให้ดีๆ เวลาเห็นรถยนต์ที่ไม่เปิดไฟวิ่งตอนกลางคืน  มันชวนหงุดหงิดสุดๆ เลยใช่ไหม? ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันผิดกฎหมาย แถมยังเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ อีกต่างหาก  การมาของระบบที่ปัดน้ำฝนและการเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

By |ตุลาคม 27th, 2017|Categories: การใช้รถ|Tags: , , |ปิดความเห็น บน ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน ที่ในรถยนต์ปัจจุบันควรมี

5 เทคนิค ตรวจสภาพรถยนต์ก่อนเที่ยววันหยุดยาว

5 เทคนิค ตรวจสภาพรถยนต์ก่อนเที่ยววันหยุดยาว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมในปีนี้เป็นเดือนที่มีวันหยุดยาวเยอะน่าดู หลายคนอาจจะมีแพลนออกเที่ยวต่างจังหวัด แต่ถึงอย่างไรเดือนนี้ก็ยังเป็นฤดูฝน หากก่อนเดินทางวันหยุดยาวปล่อยปละละเลยคิดว่า ไปเที่ยวใกล้ๆไม่ต้องเช็คอะไรหรอก ก็อาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ทริปเล็กๆน้อยๆสำหรับการตรวจเช็ครถยนต์ก่อนออกเที่ยวได้เพื่อความสบายใจหายห่วง เอาล่ะ มาดูกันเลยดีกว่า 5 เทคนิค ตรวจสภาพรถยนต์ก่อนเที่ยววันหยุดยาว 1.ตรวจขั้นพื้นฐาน การตรวจสอบรถยนต์ขั้นพื้นฐาน คือ การตรวจสอบรถคร่าวๆที่เราสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้อง ง้ออู่ เช่น ตรวจสอบที่ปัดน้ำฝน, ตรวจสอบไฟหน้ารถ, ตรวจสอบเข็มขัดนิรภัย, เกียร์, หม้อน้ำ, แต่ถ้าหากท่านไม่มั่นใจในตัวเอง ก็อย่าลืมนำรถของท่านไปเช็คที่ศูนย์รถได้ 2.แบตเตอรี่อ่อนหรือไม่ ตรวจดูว่า แบตเตอรี่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ ถึงเวลาเปลี่ยนแบตแล้วหรือยัง? มีรอยรั่วหรือแตกร้าวหรือไม่ การตรวจสอบแบตเตอร์รี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากขับๆอยู่รถดับ หรือสตาร์ทไม่ติดเพราะแบตมีปัญหาอาจจะทำให้เราเที่ยวไม่สนุกหรือเลวร้ายที่สุดคือทริปล่มก็เป็นได้ 3.ยางรถยนต์ก็สำคัญนะ ในฤดูฝนแบบนี้ การตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าหากดอกยางตื้นมากแล้ว การยึดเกาะถนนก็ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ยิ่งเจอถนนเปียกๆก็ยิ่งแล้วใหญ่เผลอๆดีไม่ดีอาจจะเกิดเหตุสลดได้ เพราะฉะนั้น การตรวจดอกยางว่าลึกพอหรือไม่เป็นสิ่งสำคํญและจำเป็นมาก อีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน คือ การควรตรวจเช็คความดันลมยางให้ระดับความดันลมยาง ใกล้เคียงกับที่โรงงานผู้ผลิตกำหนด 4.ผ้าเบรก เมื่อยางรถพร้อมแล้ว แต่ถ้าผ้าเบรกไม่พร้อมก็คงจะไม่ดี การตรวจเช็คผ้าเบรกสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการดูความหนาของผ้าเบรกด้วยตาเปล่า ผ้าเบรกที่ดีควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 4 มิลลิเมตร

By |ตุลาคม 17th, 2017|Categories: การดูแลรถยนต์|Tags: , , |ปิดความเห็น บน 5 เทคนิค ตรวจสภาพรถยนต์ก่อนเที่ยววันหยุดยาว

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด สาเหตุที่ทำให้รถยนต์ของเราเกิดอาการงอแง รถสตาร์ทไม่ติดหลายคนอาจจะคิดว่ามาจาก อาการแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการรถยนต์สตาร์ทไม่ติดนั้นมีสาเหตุและปัจจัยอื่นๆมากกว่านั้นค่ะ เช่น 1.แบตเตอรี่เสื่อม หาก แบตเตอรี่รถยนต์ของคุณมีการใช้งานมามากกว่า 2 ปี ก็เป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่เสื่อมคือสาเหตุหลักที่ทำให้รถยนต์ของคุณสตาร์ทไม่ติด เนื่องจากแบตเตอรี่ที่อายุการใช้งานมานานย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา เนื่องจากตัวแบตเตอรี่เก็บประจุไฟฟ้าได้ในระยะเวลาสั้นๆ และแบตหมดไวขึ้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะพบได้ในกรณีที่ รถสตาร์ทติดยากหรือสตาร์ทไม่ติดในตอนเช้า หลายคนอาจจะเจออาการรถสตาร์ทไม่ติดในตอนเช้า หรือบางครั้งสตาร์ทติดในตอนเช้า แต่เมื่อ จอดรถระหว่างวันกลับมีอาการสตาร์ทติดยาก เนื่องจากอาการเสื่อมของแบตเตอรี่มีหลายระดับไม่เท่ากัน ทำให้ในบางกรณีที่จอดรถทิ้งไว้เกิน 8 ชม. รถยนต์ก็มีอาการงอแงสตาร์ทไม่ติดหรือสตาร์ทติดยาก หรือในบางครั้งแค่จอดรถดับเครื่องไว้แค่ 2-3 ชม.ก็สตาร์ทรถไม่ติดเลยก็มีค่ะ หากคุณพบเจออาการเหล่านี้ เราแนะนำให้คุณลองขอพ่วงแบตเตอรี่จากรถยนต์คันอื่น หากพ่วงแล้วรถของคุณสตาร์ทติดง่ายขึ้น หรือสตาร์ทติดในทันที เราแนะนำให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้เลยค่ะ แต่หากพ่วงแบตหรือเปลี่ยนแบตใหม่แล้วอาการรถสตาร์ทติดยากยังไม่หายไป เราแนะนำให้เช็คไดชาร์ทเพิ่มเติมค่ะ 2.ไดชาร์ทเสื่อม หากคุณดำเนินการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่แล้วแต่รถของคุณยังมีอาการสตาร์ทติดยาก หรือยังมีอาการสตาร์ทไม่ติดอยู่ก็ชัดเลยว่าไดชาร์ทของคุณอาจจะมีปัญหา หรือหมดอายุการใช้งานพอดี และการที่ไดชาร์ทเสื่อมก็ส่งผลให้รถยนต์สตาร์ทไม่ติดได้เช่นกัน วิธีเช็คไดชาร์ทเสื่อมก็ไม่ยากค่ะ เราแนะนำให้คุณลองสตาร์ทรถทิ้งไว้ซักครู่ จากนั้นให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ออกหนึ่งข้าง หากรถของคุณมีอาการไฟตก รถกระตุก หรือรถดับ แสดงว่าไดชาร์ทรถยนต์ของคุณเสื่อมอย่างแน่นอนแล้วค่ะ 3.มอเตอร์สตาร์ทมีปัญหา หากรถยนต์ของคุณเกิดอาการดับสนิท สตาร์ทไม่ติดเลย แม้ว่าจะลองพ่วงแบตเตอรี่กับรถยนต์คันอื่นหรือเปลี่ยนแบตแล้วอาการสตาร์ทไม่ติดก็ไม่หาย เราแนะนำให้คุณลองเช็คที่แผงหน้าปัดไฟดูก่อน หากหน้าปัดไฟติด แต่สตาร์ทรถไม่ได้หรือมีเสียงแชะๆ

By |ตุลาคม 7th, 2017|Categories: การดูแลรถยนต์|Tags: , , |ปิดความเห็น บน สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด

ฟังเพลงขณะขับรถ ใครว่าไม่อันตราย

ฟังเพลงขณะขับรถ ใครว่าไม่อันตราย เชื่อว่าหลายคนคงชอบแน่ กับการร้องเพลงขณะขับรถ แถมบางคนแค่ร้องเพลงไม่พอยังมีการยักย้ายส่ายสะโพก โยกหัว โบกไม้โบกมือกันเสียเต็มที่  สนุกสนานประหนึ่งว่าตนเองได้เปิดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆของตัวเอง ซึ่งแน่นอนการทำแบบนั้นย่อมส่งผลให้ผู้ขับขี่มีความสุข อารมณ์ดี สนุกสนาน แต่อีกประการที่ควรคำนึงถึงเป็นสำคัญ ก็คือ สมาธิในการขับขี่ ที่ผู้ขับขี่ทุกคนควรมีอย่างมาก ดังนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการฟังเพลงขณะขับรถมันเหมาะสมหรือไม่? ส่งผลให้ผู้ขับขี่มีสมาธิเพิ่มขึ้นหรือเปล่า? หรือการฟังเพลงขณะขับรถจะทำให้ผู้ขับขี่ไม่มีสมาธิในการขับรถ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกันแน่ มาหาคำตอบกันค่ะ ฟังเพลงขณะขับรถ ผลการวิจัยสำหรับคนฟังเพลงขณะขับรถ ค้นพบว่า เสียงเพลงที่ได้ยินขณะขับรถมีส่วนทำให้สมาธิของผู้ขับขี่ลดลงจากปกติ รวมไปถึงยังส่งผลต่อปฏิกิริยาตอบสนองที่จะช้าลงตามไปด้วย ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า คนส่วนใหญ่จะมีปฏิกิริยาที่จะละสายตาจากการขับขี่ตรงหน้า เพื่อมองไปยังแหล่งกำเนิดเสียงหรือลำโพงในรถ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสมองของคนเรามีความคาดหวังและมองหาสิ่งที่เราได้ยิน ซึ่งนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่จะทำให้คุณเสียสมาธิจากการขับขี่นั่นเอง สอดคล้องกับผลวิจัย ในประเทศอิสราเอล ที่ลงลึกไปถึงรายละเอียด อย่างชนิดของเพลงที่ฟังขณะขับรถ โดยระบุว่า เพลงที่ใช้สำหรับแดนซ์ หรือ ออกกำลังกาย ไม่เหมาะสำหรับใช้ฟังขณะขับรถ เพราะจังหวะของเพลงที่เร็วเกินไปมีผลต่อพฤติกรรมในการขับขี่ด้วยเช่นเดียวกัน 4 สิ่งกวนใจขณะขับรถ 1.การพูดคุย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการพูดคุย ระหว่างผู้ขับขี่กับเพื่อนร่วมทาง แต่ใครจะรู้ว่า แค่การพูดคุยกัน ก็เป็นการทำลายสมาธิของผู้ขับขี่ได้อีกทางหนึ่ง เพราะธรรมชาติคนเราเมื่อพูดคุยกันก็มักจะต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อให้เห็นกริยาท่าทางของคู่สนทนา ทำให้ความสนใจของผู้ขับขี่ก็คงไม่ได้อยู่บนท้องถนนแต่กลับอยู่กับเพื่อนร่วมทาง จึงเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 2.การเล่นมือถือ แน่นอนสำหรับ

By |กันยายน 27th, 2017|Categories: สาระน่ารู้|Tags: , , |ปิดความเห็น บน ฟังเพลงขณะขับรถ ใครว่าไม่อันตราย

วิธีเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด

วิธีเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด ก่อนที่จะไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย เราควรจะต้องทราบก่อนว่า จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ขั้นตอนและวิธีปฎิบัติขณะบริจาคโลหิตต้องทำอย่างไร คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปีบริบูรณ์ ( ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี) มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต - นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม - รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้ - ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน

By |กันยายน 18th, 2017|Categories: การดูแลสุขภาพ, สาระน่ารู้|Tags: , |ปิดความเห็น บน วิธีเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด

เชื้อโรคใน “ฟองน้ำล้างจาน”

เชื้อโรคใน “ฟองน้ำล้างจาน” หลายคนใส่ใจกับความสะอาดของภาชนะ และเครื่องไม้เครื่องเรือนต่าง ๆ จนลืมไปว่า ฟองน้ำล้างจาน ที่เรานำมาใช้ทำความสะอาดให้ข้าวของในบ้านนั่นแหละอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่เรามองข้ามไปอย่างคาดไม่ถึง นั่นเพราะเคยมีการเก็บตัวอย่าง "ฟองน้ำ" หรือ "แผ่นขัดใย" ที่เรา ๆ ใช้กัน รวมทั้งในร้านอาหารที่นำ "ฟองน้ำ" มาล้างจานขัดถูอะไรต่าง ๆ มากมาย มาทดสอบหาปริมาณเชื้อโรคที่ปนเปื้อน พบว่า ในฟองน้ำมีจุลินทรีย์ และแบคทีเรียจำนวนมาก ทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงและรุนแรง อย่างเช่น "เชื้อซัลโมเนลล่า" แบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ หรืออุจจาระร่วง ดังนั้น หากนำฟองน้ำเหล่านั้นไปขัดถูภาชนะ ช้อน ส้อม ฯลฯ ที่คนจะนำมาใช้ต่อ เราก็มีสิทธิ์เราเอาเชื้อโรคเข้าสู่รางกายได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกิดเหตุ เพราะหากเราทำความสะอาดฟองน้ำ หรือแผ่นขัดใยดี ๆ เชื้อโรคก็จะไม่มากล้ำกราย โดยวิธีทำความสะอาดก็คือ ให้แช่ฟองน้ำในน้ำส้มสายชู 4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่าครึ่งลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน หรือนำฟองน้ำไปตากแดดจัด ๆ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ทั้งกรด และความร้อนจากแสงแดดจะช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ได้ นอกจากนี้

By |กันยายน 7th, 2017|Categories: สาระน่ารู้|Tags: , |ปิดความเห็น บน เชื้อโรคใน “ฟองน้ำล้างจาน”

ป้องกันฟ้าผ่า เรื่องที่ควรรู้

ป้องกันฟ้าผ่า เรื่องที่ควรรู้ เรื่องฟ้าผ่ามาเล่าสู่กันฟัง จากที่เคยมีข่าวว่า มีวัวใส่ที่คล้องคอเป็นโลหะ แล้วถูกฟ้าผ่าตายนั้น ไม่น่าจะจริง คือถูกฟ้าผ่าตายน่ะใช่ แต่ไม่ใช่เพราะใส่ปลอกคอโลหะ  แต่น่าจะมาจากที่วัวเปียกน้ำ และตัววัวเองก็สัมผัสน้ำที่พื้น ทีนี้พอฟ้าผ่ามาที่ต้นไม้ มันก็วิ่งจากต้นไม้ ไปที่น้ำที่นองกับพื้น และไปที่วัวด้วย มันก็เลยได้รับอานิสงค์ ส่วน บริเวณคอของวัวที่มีรอยไหม้นั้น มาจากกระแสฟ้าผ่า แหล่ะแต่ แต่ว่า แหล่งที่มาของฟ้าผ่ามาจากต้นไม้ และไหลมาตามช่องทางนะ ไม่ได้ผ่าที่โลหะที่คล้องคอวัวโดยตรง ส่วนเรื่องโทรศัพท์ที่โล่งเวลาฝนฟ้าคะนองแล้วจะโดนฟ้าผ่านั้น ก็ไม่จริง เค้าให้เหตุผลว่า คลื่นโทรศัพท์นั้นไม่ทำให้อากาศแตกตัวจนเป็นสื่อนำได้  แต่…… ก็มีผลเหมือนกัน   กล่าวคือ หากฟ้าผ่าใกล้ๆ มันอาจทำให้แบตเตอร์รี่ หรือระบบโทรศัพท์ลัดวงจร จนระเบิดได้   ทั้งนี้หากโทรศัพท์ที่โล่งเวลาฝนฟ้าคะนอง ถ้าจะโดนฟ้าผ่า ก็คงไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ กล่าวคือไม่ถือโทรศัพท์ก็โดนผ่าได้เช่นกัน วิธีป้องกัน เวลาฝนตกก็อย่าให้น้ำเปียกกับตัวเรา เพราะถ้าฟ้ามันผ่าที่ไหนแล้วน้ำมันเกิดเชื่อมกับตัวเรา เราก็โดนด้วย

By |สิงหาคม 28th, 2017|Categories: สาระน่ารู้|Tags: , |ปิดความเห็น บน ป้องกันฟ้าผ่า เรื่องที่ควรรู้

งูกลัวอะไรมากที่สุด ป้องกันอย่างไรไม่ให้เข้าบ้าน

งูกลัวอะไรมากที่สุด ป้องกันอย่างไรไม่ให้เข้าบ้าน ป้องกันงูไม่ให้เข้าบ้าน บ้านคนที่ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่รอบนอกตัวบ้านเป็นส่วนหรือทำพื้นที่ทางการเกษตร บางครั้งอาจจะต้องพบเจอกับการมาเยือนของสัตว์มีพิษอย่างเช่นงูครับ ไม่ว่าจะเป็นงูพิษอย่างเช่นงูจงอางหรือว่างูเห่า หรือจะเป็นงูขนาดใหญ่อย่างเช่นงูเหลือมหรืองูหลามก็สามารถเจอได้ทั้งนั้น และหากว่าเราจะหาทางป้องกันนั้น เราก็มีวิธีป้องกันที่น่าจะพอรับมือได้บ้าง ทั้งในแบบเค้าโครงความจริงและตามความเชื่อที่มีมาแต่สมัยก่อนนะครับ ตามปกติแล้วสิ่งที่งูมักจะกลัวมากที่สุดก็คือสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ บ้านที่เลี้ยงสุนัข แม้ว่าบางคนอาจจะคิดว่า จะส่งสุนัขไปตายแทนเลยหรือ … จริงๆ แล้ว สุนัขเป็นสัตว์ที่จะไม่ตื่นตูมหรือเคลื่อนไหวหากว่าไม่พบสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในบริเวณที่มันนอนเฝ้าอยู่ครับ หากว่ามันเห็นงูเลื้อยเข้ามา มันจะเห่าเสียงดัง ซึ่งสัตว์อย่างงู จะไม่ชอบเสียงดังและมันจะหนีไปเอง แต่กรณีนี้ ใช้ได้กับงูประเภทงูเขียวหรืองูพิษทั่วไป แต่ถ้าเป็นงูหลามหรือเหลือม สุนัขจะเป็นอันตรายซะเอง บ้านที่มีการโรยหรือราดสิ่งของที่มีกลิ่นแรงอย่างเช่นน้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่องไว้ในบริเวณรอบๆ บ้าน จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณป้องกันการรุกรานจากงูได้ เพราะสัตว์อย่างงูจะเกลียดกลิ่นที่ฉุนและมีกลิ่นแรงๆ สิ่งนี้จะไล่งูได้ครับ แต่หากเป็นวิธีตามความเชื่อ หากเรามีต้นไม้ชนิดที่เป็นตระกูลเดียวกันกับตะบองเพชรอย่าง ต้นพญานาคราช ซึ่งหากดูตามรูปร่างของลำต้น จะมีลักษณะคล้ายกับลำตัวของพญานาค ซึ่งเป็นพญางูตามตำนาน งูที่เห็นว่าบ้านไหนมีต้นพญานาคราชปลูกอยู่ มักจะไม่กล้าเข้าใกล้เลยครับ  

By |สิงหาคม 18th, 2017|Categories: สาระน่ารู้|Tags: , |ปิดความเห็น บน งูกลัวอะไรมากที่สุด ป้องกันอย่างไรไม่ให้เข้าบ้าน